Pure Vite เพียวไวท์สูตรลดน้ำหนักแบบง่ายๆ สบายกระเป๋า




Pure Vite เพียวไวท์สูตรลดน้ำหนักแบบง่ายๆ สบายกระเป๋า


สมุนไพรที่ช่วยในการลดน้ำหนักบรรจุแคปซูล ที่คุณไม่ต้องยุ่งยาก เพียงวันละ 1-2แคปซูลเท่านั้น
สูตรพิเศษจากธรรมชาติแท้ 100 % ผ่าน อย. GMP ฮาลาล และHaccp ปลอดภัย ไม่มี yoyo!!!เพียวไวท์(PURE VITE)ทำช่วยท่านให้ดูดีกว่าเดิมอย่างไร?



1.BLOCK : กลุ่มสารอาหารที่ช่วยในการสกัดกั้นไขมันใหม่ เข้าสู่ร่างกาย และยับยั้งการก่อตัวของไขมันสะสม
1.1 สารสกัดจากตะบองเพชร :
ช่วยในการดักจับไขมัน

1.2 สารสกัดจากผลส้มแขก : มีสาร HCA ช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลง และน้ำตาลเป็นไขมันสะสม เพิ่มการ

สะสมสะสมพลังงานสำรองในรูปแบบของไกลโคเจนที่ตับทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มลดความอยากอาหาร


2.BURN : กลุ่มสารอาหารที่ช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญ

2.1 โสมสกัด : ช่วยกระตุ้นการไกลเวียนของเลือด เพิ่มระดับการเผาผลาญ

2.2 สารสกัดจากพริก :

ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ

2.3 สารสกัดจากชาเขียว : ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ


3.BOOTS : กลุ่มสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ ช่วยในการนำพลังงานสะสมมาใช้ได้

ง่ายขึ้น

3.1 โครเมี่ยม อะมิโน แอซิด ดีเลต :

ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล

3.2 แอลคาร์นิทีน : ช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และกระชับเฟิร์มกล้ามเนื้อ

3.3 โคเอ็นไซม์ คิวเท็น : ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญพลัง

งานของเซลล์

3.4 Glycyrrhiza Glabra : ช่วยเสริมการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญ ต่อกระบวนการเปลี่ยนรูปสารอาหารในร่างกาย








Pure Vite,เพียวไวท์,purevite,ลดสัดส่วน,ลดน้ำหนักแบบง่ายๆ,ลดน้ำหนักแบบรวดเร็ว, กระชับสัดส่วน , กระชับต้นขา ,ลดความอ้วน, อาหารเสริมลดน้ำหนัก

ความแตกต่างระหว่าง ครีม โลชั่น เซรั่ม และเจล

Q : ความแตกต่างของ ครีม (Cream) โลชั่น (Lotion) ซีรั่ม (Serum) เจล (Gel) และ ฟลูอิด (Fluid/Fluide) คืออะไร
A : Definitions ที่แน่นอนของคำพวกนี้ ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางยึดถือเอาเป็นหลักไม่ค่อยได้เลยค่ะ เพราะส่วนมากโฆษณาเกินจริงและไม่ตรงตามคุณสมบัติจริงๆของครีมเท่าไหร่ เล่นคำไปเรื่อย แต่ถ้าใช้ความหมายตามการผลิต (เภสัชและนักเคมีรู้ดี) ก็จะแยกได้ง่ายกว่าค่ะ ความแตกต่างจริงๆเลยของเนื้อครีมแต่ละ form เราอธิบายง่ายๆ แบบนี้ดีกว่าค่ะ

ครีม (Cream) :
หลักของครีมจริงๆคือการผสมน้ำมัน (oil) ให้เข้ากับน้ำ (water) สมัยก่อนคนนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่เดี่ยวนี้เพิ่มเติมส่วนผสมเพื่อความงามเข้าไปอีกมาก แต่ไม่ใช่แค่เค้าเอาแค่น้ำผสมน้ำมันแล้วมันได้ครีมนะคะ ส่วนผสมของการทำครีมเครื่องสำอางจริงๆมีอีกเยอะมาก ความเข้มข้นของเนื้อครีมจะมากที่สุด เนื้อหนักที่สุด ดูดซึมเข้าไปในผิวได้ช้าที่สุด ใบบรรดารูปแบบ (body form) ทั้งหมดที่โชว์อยู่ในคำถามข้างต้น นอกจากนี้ก็ยังสามารถใส่วิตามิน หรือ Active Ingredients ต่างๆที่คิดว่ามันเป็นประโยชน์กับผิวเข้าไปได้อีกด้วย ดังนั้น Skin care ในรูปแบบ "ครีม" จึงเหมาะกับคนผิวแห้ง ถึงผิวธรรมดามากที่สุด ถ้าคนที่มีผิวมัน น้ำมันออกทั้งวันอยู่แล้ว ใช้ครีมเข้าไปอีก ก็เท่ากับไปส่งเสริมให้หน้ามันเยิ้มเข้าไปอีก

โลชั่น (Lotion) :
เป็นอีกรูปหนึ่งที่มีเนื้อใกล้เคียงกับครีมมาก แต่เนื้อที่เราเรียกว่าโลชั่นนั้นจะเบากว่า ความหมายว่าเบากว่าคือ ไม่เหนอะ หรือหนืดเท่าครีม เพราะ Formula ของ Lotion มี % Water มากกว่า ซึ่งเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของคนที่มีผิวผสม หรือผิวมัน แต่สำหรับคนผิวมันแล้ว ใช้อะไรก็มันอยู่ดีแหละค่ะ ส่วนสาร Active Ingredients อื่นๆก็สามารถใส่เพิ่มเติมเข้าไปได้ ใส่วิตามินมากหน่อยก็บอกว่าตัวนี้เป็นโลชั่นทาหน้า เอามาขายแพงๆได้ ใส่น้อยหน่อยก็เป็นโลชั่นทาตัวซะ ประมาณนี้ค่ะ

มอเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) :
ไม่ได้เป็นรูปแบบเนื้อของ Skin care แต่คนมักนำมาเรียกรวมๆ พวกครีม หรือโลชั่นที่ทาแล้วให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ว่า "Moisturizer" เท่านั้นเองค่ะ เวลาไปซื้อครีมบำรุงผิว คนขายบอก "ต้องใช้ Serum ก่อนแล้วค่อยลง Moisturizer ก็ไม่ต้องงงนะคะ" เค้าแค่จะบอกคุณว่า จะทา ครีม หรือโลชั่น ตามหลังจากนี้ก็ได้ (ข้อดีของมอยเจอร์ไรเซอร์คือ จะไม่ค่อยอุดตันตามรูขุมขนนะจ๊ะ)

ซีรั่ม (Serum) :
ฟังดูแล้วท่าจะแพงและดีกว่าคนอื่นเค้า มันเป็น perception ของคนทั่วไปที่คิดแบบนั้นจริงๆค่ะ เพราะ serum คือความตั้งใจของบริษัทผลิตเครื่องสำอางที่ต้องการทำ product ที่มีความเข้มข้นของ Active Ingredients สูงๆขึ้นมาโดยเฉพาะ เนื่องจากการทำงานของ Active Ingredients จะแสดงผลัพธ์ให้เห็นความแตกต่างมากกว่า ในระยะเวลาที่เท่ากัน ตัวอย่างเช่นใน 1 หยด ของ Vitamin C Serum อาจจะมี % Vitamin C เท่ากับโลชั่นที่คุณเทลงบน 1 ฝ่ามือเต็มๆก็ได้ ส่วนมาก ซีรัมมักจะทำแบบใส (แต่ไม่ทั้งหมด) และมีเนื้อเบา ซึมเร็วและนำพาแร่ธาตุ วิตามินไปในผิวได้ง่ายกว่า เพราะเป็น water based product (มีน้ำเป็น medium ไม่ใช่แบบครีมหรือโลชั่น) ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจที่ว่าทำไม Serum ถึงมีราคาแพงในปริมาตรแค่นิดเดียว

เจล (Gel) :
ฟังดูแปลกๆมีเครื่องสำอางหรือ Skin care ที่เป็นเจลด้วยเหรอ มีเหมือนกันค่ะ ไม่ใช่เฉพาะเอามาเป็น Hair Care เท่านั้น เพราะผู้ผลิตต้องการเอาคุณสมบัติ water absorbent มาใช้ประโยชน์นั่นเอง เจลเป็นสารประเภท polymer ที่มีโครงสร้างกักเก็บอุ้มน้ำไว้ได้เยอะมาก ที่จะพบเห็นส่วนมากก็คือพวก eye gel ทั้งหลาย เพราะต้องการใช้ผิวบริเวณใต้ดวงตาได้รับวิตามินเต็มที่ และมีความชุ่มชื้นนานๆ

ฟลูอิด (Fluid/Fluide) หรือ เอสเซ้นส์ (Essence) :
ความหมายนัยคือ Serum นั่นเอง เนื้อและส่วนผสมจะเข้มข้นด้วย Active Ingredient มากกว่าและเป็น water based เนื้อจะเบา ซึมเร็ว แต่มักจะไม่ใส อันนี้จากข้อสังเกตส่วนตัวนะคะ ยกตัวอย่างดีกว่า เช่น Biotherm - source thérapie Superactiv ตัวนี้ก็เรียกได้ทั้ง Serum และ Fluid หรือ Lancome- BLANC EXPERT NeuroWhite™ ANTI-DARK CIRCLES EYE TREATMENT ที่เรียกตัวเองว่า Essence แต่ Makeup มักจะใช้ Fluid กับพวก Foundations เพื่อต้องการจะเน้นบอกว่ามันไหลตัวดี ไม่หนืด และเกลี่ยง่าย ไม่ได้บอกว่า texture ขุ่นหรือใส

------------------------------------
ลำดับการล้างหน้าและบำรุงผิว

เช็ดเครื่องสำอาง>ล้างหน้า>โทนเนอร์>เซรั่ม(ถ้าไม่ใช้ก็ข้ามไป)>มอยเจอร์ไรเซอร์ ครีม หรือโลชั่น บำรุงตามสภาพผิว > อายครีม > กันแดด

ทุกขั้นตอนควรรอให้เนื้อครีมซึมก่อนแล้วค่อยลงตัวอื่นต่อนะจ๊ะ แล้วใครจะต่อด้วยเครื่องสำอางก็ได้จ้า

สูตรลดน้ำหนักพระราชทานของสมเด็จพระเทพ สูตร ลด 13 กิโลกรัม ใน 13 วัน

โครงการควบคุมอาหาร 13 วัน
จุดประสงค์ โครงการนี้ เพื่อปรับปรุงการเผาผลาญอาหารของร่างกายหลังจากครบ 13 วันแลัวจะรับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักจะไม่ขึ้นเป็นเวลา 2 ปี

ข้อสำคัญ
หากทำตามตารางนี้ อย่างเคร่งครัดจะลดน้ำหนักได้ ประมาณ 7 – 20 กิโลกรัม ปริมาณอาหารในช่วงควบคุมจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เสียสุขภาพ เพราะส่วนที่ขาดภายในร่างกายจะทำปฏิกิริยาการเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ตามร่างกายมาใช้เป็นพลังงานทดแทน
ระยะเวลา 13 วันนี้ ห้ามดื่มเบียร์ ไวน์ สุรา ขนมหวาน หมากฝรั่ง ลูกอม หรืออาหารอื่นๆแม้เพียงเล็กน้อยการควบคุมอาหารครั้งนี้จะไม่บังเกิดผลใดๆเลย และถ้าจะเริ่มต้นใหม่ต้องทำกระทำหลังจาก 3เดือนไปแล้ว
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สามารถควบคุมได้ครบ 13 วัน ท่านจะเป็นผู้ที่มีรูปร่างสมส่วนตามที่ต้องการ และถ้าต้องการควบคุมอีกต้องหลังจาก 1 ปี ไปแล้ว แต่ถ้าเลย 2 ปีไปแล้วจะดีที่สุด
ข้อแนะนำ หากคุณรู้สึกหิวนอกเหนือจากเวลาที่กำหนดให้ดื่มน้ำมากๆห้ามดื่มหรือทานอาหารอย่างอื่นแทน

หมายเหตุ
- ผักต้มถ้าใช้ผักขมไทยได้จะดี (ใช้ผักกาดขาวหรือกวางตุ้งแทนได้ )
- มะเขือเทศผลใหญ่ 1 ผล ถ้าผลเล็กใช้ 3ผล
- เนื้อไก่อบ ใช้เนื้อสันหรือเนื้อหน้าอกไม่ติดหนัง 2 ขีด
- ผักสลัดใช้ผักกาดหอม 1 ต้นเล็ก หอมใหญ่ 1 หัว แตงกวา 2 ลูกหั่นรวมได้ผัก 1 จาน
- น้ำสลัดใส ใช้ 1 ถ้วย ( 3-4 ช้อนโต๊ะ หรือใช้น้ำสลัดน้ำข้นแทนก็ได้ )
- น้ำมะนาวใช้มะนาวสด 1-2 ผล ชงน้ำร้อนใส่เกลือ ใส่น้ำแข็งดื่มได้
- โยเกิร์ตถ้ามีรสจืดจะดีมาก ถ้าหาไม่ได้เลือกตามรสที่ชอบ
- ผลไม้สด 1 ผล เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ มะม่วง ส้มเขียวหวาน กล้วย
- ใช้ปลาช่อนแทนปลากระพงก็ได้
- น้ำเปล่าดื่มได้ทั้งวัน วันละ 2 – 3 ลิตร
นอกเหนือจากรายการอาหารนี้ถ้าหิวให้ดื่มน้ำเปล่าแทนได้อย่างเดียว

เอาชนะตัวเอง ถือว่าเป็นเลิศ
( เอาชนะความหิว หิวแล้วไม่ตาย )


สูตร 13 วัน ลด 13 กิโลกรัม

วันที่ 1
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน)
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3ขีด มะเขือเทศ 1ผล
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว

วันที่ 2
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน)
อาหารเที่ยง - เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด โยโกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว ผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 3
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง เนื้อหมูอบ 1 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
อาหารเย็น - คื่นไช่ต้มสุก 3 ขีด มะเขือเทศ 1ผล ผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 4
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - น้ำส้มคั้น 1แก้ว โยโกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง แครอทสด 1 หัว นมรสจืด 1 กล่อง
วันที่ 5
อาหารเช้า - แครอทสด 1 หัว ราดด้วยน้ำมะนาว ( ส้มตำ )
อาหารเที่ยง - เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส
วันที่ 6
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 7
อาหารเช้า - ชา 1 ถ้วย ไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - น้ำเปล่าอย่างเดียว
อาหารเย็น - เนื้อหมูอบ 2 ขีด ผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 8
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน)
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1ผล
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 9
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน)
อาหารเที่ยง - เนื้อหมูอบ 2 ขีด โยโกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 10
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย ( ไม่ใส่น้ำตาล ) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง เนื้อหมูอบ 1 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
อาหารเย็น - คื่นไช่ต้มสุก 3 ขีด มะเขือเทศ 1ผล ผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 11
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - น้ำส้มคั้น 1แก้ว โยโกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง แครอทสด 1 หัว นมรสจืด 1 กล่อง
วันที่ 12
อาหารเช้า - แครอทสด 1 หัว ราดด้วยน้ำมะนาว
อาหารเที่ยง - เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด ( นึ่งด้วยน้ำมะนาว ใส่คื่นไช่ 1 ต้น )
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส
วันที่ 13
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว

อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะ

สูตรลดน้ำหนักของสมเด็จพระเทพฯ ลดน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ภายใน 1 สัปดาห์


ลดน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ภายใน 1 สัปดาห์
**ก่อนรับประทานอาหารควรดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว**

วันแรก
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือโยเกริต์

มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง

มื้อเย็น : สลัดผัก
วันที่สอง
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม

มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง

มื้อเย็น : โยเกริต์
วันที่สาม
มื้อเช้า : โยเกริต์หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม

มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู

มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
วันที่สี่
มื้อเช้า : ขนมปัง 1 แผ่น น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม

มื้อกลางวัน : สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น

มื้อเย็น : โยเกริต์
วันที่ห้า
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม

มื้อกลางวัน : ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น

มื้อเย็น : สลัดผัก
วันที่หก
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม

มื้อกลางวัน : ปลานึ่งหรือปลาเผา

มื้อเย็น : นมสด
วันที่เจ็ด
มื้อเช้า : ข้าวสวย 1 ทัพพี และหมูย่าง 1 ชิ้น หรือ ข้าวสวย 1 ทัพพี และไข่ต้ม 1 ลูก

มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู


มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
วันที่แปด
มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น : ให้รับประทานอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักต่อให้เริ่มทำตั้งแต่วันแรก

สูตร 2 13วัน13กิโลกรัม


กล้วยหอม สูตรลดน้ำหนักแนวใหม่ จากแดนปลาดิบ



บทความนี้ซิลเวียอ่านมาจาก...หนังสือพิมพ์ Bangkokbusinesenews ฉบับวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สรุปใจความได้ดังนี้
การรับประทานกล้วยหอมมื้อเช้าเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีการก่อตั้งชุมชนออนไลน์ (Social Networking Service) สำหรับคนกินกล้วยเป็นอาหารมื้อเช้า(Mixi) เพื่อให้ข้อมูลความสำคัญของอาหารมื้อเช้าและการปฏิบัติตนเพื่อลดความอ้วนโดยใช้กล้วยเป็นอาหารทดแทนอาหารหลัก และพบว่าภายในเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา สมาชิกชุมชนประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักถึง 300 คน

โดยชุมชนออนไลน์นี้มีผู้นำชื่อ "ฮามาจิ"
สูตรไดเอ็ทของเขาคือ กล้วยหอมกี่ลูกก็ได้ตามใจอยาก + น้ำเปล่า

ฮามาจิ พบว่าการลดน้ำหนักสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหารในร่างกายของคนเราคือ

1. การกินผลไม้อย่างเดียว ทำให้กระเพาะได้พักผ่อน ช่วยฟื้นฟูสภาพการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
2. หลังจากรับประทานผลไม้ไป 15-20 นาที ผลไม้จะเคลื่อนที่ไปสู่ลำไส้ และเริ่มถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่ผักคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน จะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า 3-4 ชั่วโมง
3. ส่วน “น้ำ” ที่ดื่มเข้าไป จะช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือด และของเหลวในร่างกายดีขึ้น ส่งผลดีต่อการขับของเสียออกจากร่างกาย


วิธีปฏิบัติ

1. เริ่มจากกินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า(ควรทานก่อน 9 โมงเช้า) จะกี่ลูกก็ได้ตามต้องการ เคี้ยวให้ละเอียด
2. หลังจากกินเสร็จแล้วยังหิวอยู่ ให้เว้นระยะเวลา 15-30 นาที จึงรับประทานอย่างอื่น เช่น ข้าว
3. ถ้าวันไหนเบื่อกล้วย หรือไม่ชอบกล้วยหอมจริงๆ จะเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ แต่ขอให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของกระเพาะของเราไม่ให้เหนื่อยเกินไปที่จะผลิตน้ำย่อยกรดด่างต่างกัน
4. การดื่มเฉพาะน้ำเปล่า ณ อุณหภูมิห้องแต่ที่ดีควรเป็นน้ำอุ่น และดื่มบ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณ

***จากนั้นในมื้อเที่ยงและมื้อเย็นก็สามารถทานอะไรได้ตามปกติครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อน 2 ทุ่ม เทคนิคก็มีง่ายๆ เท่านี้*****

สารอาหารที่ได้จากกล้วยได้แก่

1. วิตามินบี1 และบี 2 เร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า
2. เกลือแร่ เช่น โปรแตสเซียม ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ และแมกนีเซียม ช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม
3. มีเส้นใย (fiber) บรรเทาอาการท้องผูกได้ดี
4. กล้วยยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง เพราะแป้งในกล้วยดิบจะช่วยดีท็อกซ์ ส่วนกล้วยสุกช่วยเสริมภูมิต้านทานป้องกันหวัดได้ดี
5. สารโพลีฟินอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ชะลอความแก่
6. สารยูจินอล ซึ่งเป็นไฟโตเคมีคัล ที่ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย
7. เซโรโทนิน ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง
8. ในเนื้อกล้วยเองมีเอ็นไซม์ช่วยย่อย ก็จะทำให้การย่อยเป็นไปอย่างราบรื่น
9. น้ำตาลในกล้วย ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และส่งผลให้ความถี่และปริมาณการบริโภคน้ำตาลในระหว่างวันลดลงไปโดยปริยาย
10. มีผลวิจัยว่ากล้วยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จัดการมะเร็งได้ด้วย