ไฟเบอร์ ช่วยลดน้ำหนักได้


ไฟเบอร์ช่วยลดความอ้วน "ช่วยลดน้ำหนักได้"

ไฟเบอร์ (Fiber) หรือ เส้นใยอาหารคือ ส่วนของโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ และ ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ

ไฟเบอร์ เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานใดๆ ถึงแม้ว่าโครงสร้างจะเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งก็ตาม เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้

ไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนักได้ อย่างไร
1. ไฟเบอร์ ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้นลง จึงช่วยลดการดูดซึม
2. ไฟเบอร์ ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและรับประทานอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยจะยิ่งให้ผลดีในการ ลดน้ำหนัก
3. จากหลาย ๆ การทดลองพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี ไฟเบอร์ อย่างน้อย 2 กรัมขึ้นไปช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

แหล่งอาหารที่จะได้รับไฟเบอร์

เราสามารถได้จากพวกธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผลส้มแขก เมล็ดแมงลั

วิธีเพิ่มไฟเบอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทำได้ไม่ยาก

 1. ถ้าคุณชอบทานขนมปังกับกาแฟเป็นอาหารเช้า ก็ควรจะทานขนมปังโฮลวีตซึ่งมีไฟเบอร์สูง ส่วนกาแฟนั้นควรจะเปลี่ยนมาทานข้าวโอ๊ตหรือซีเรียลผสมธัญพืชกับนมแทนจะดีกว่า เพราะคาแฟอีนจากกาแฟจะทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จึงไม่เหมาะสำหรับร่างกายของคนที่กำลังลดน้ำหนัก

 2. ข้าวมื้อกลางวันลองเปลี่ยนมาทานข้าวกล้องดูบ้าง นอกจากจะได้ไฟเบอร์เพียบแล้ว ยังมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายเรามากกว่าข้าวขาวหลายเท่า

 3. เวลาทานก๋วยเตี๋ยวให้หาร้านที่มีเส้นหมี่ที่ทำจากข้าวกล้องหรือรำข้าวแทนเส้นสีขาวทั่วไป เดี๋ยวนี้ร้านอาหารเพื่อสุขภาพแบบนี้หาไม่ยากแล้ว

4. กับข้าวทุกมื้อควรจะมีผักเป็นส่วนประกอบ โดยอาจจะสลับเมนูไปมาไม่ให้เบื่อ เช่นสลัดผัก ผัดผักใส่ลูกชิ้น น้ำพริกผักสด แกงส้มผักรวม แกงเลียง

5. ในหนึ่งสัปดาห์ควรจะทานสลัดผักอย่างน้อย 3 มื้อ หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นสลัดผลไม้บ้างก็ได้

6. ทานอาหารว่างที่มีไฟเบอร์เป็นหลัก เช่น ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดต้ม แครกเกอร์ งาตัด คุกกี้ข้าวโอ๊ต

7. ปิดท้ายทุกมื้อด้วยผลไม้ เช่น ส้ม ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ แอปเปิ้ล แตงโม มะละกอ หรือมื้อเย็นซึ่งไม่ต้องการพลังงานมากมาย สาวๆ อาจจะทานแต่ผลไม้อย่างเดียวเลยก็ได้

เนื้อหาจาก เดลินิวส์ และ www.thaiza.com

ใยอาหาร ช่วยดูแลสุขภาพได้ จริงหรือ???

ใยอาหารลดอาการท้องผูก เบาหวาน คอเรสเตอรอล และมะเร็งลำไส้
Fiber

เส้นใยอาหาร หรือกากอาหาร (Dietary fiber)

บรรเทาอาการของโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคท้องผูก เบาหวาน คอเรสเตอรอล (cholesterol) สูง และมะเร็งในลำไส้ เป็นต้น

ใยอาหารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 

  • ไม่ละลายในน้ำ (insoluble fiber)

สำหรับใยอาหารประเภทไม่ละลายในน้ำ (cellulos hemicellulose + lignin) สามารถดูดซึมน้ำได้มาก จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำมากขึ้นเมื่อบริโภคใยอาหารชนิดนี้ ทำให้เวลาทานอาหารแล้วจะเต็มกระเพาะและอิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้แล้วเมื่ออยู่ในลำไส้ใหญ่ ใยอาหารจะจับตัวกับอุจจาระทำให้นิ่มขึ้นสามารถขับถ่ายออกได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็ว จะไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างในร่างกาย ใยอาหารประเภทนี้จะมีจำนวนมากในรำธัญพืชต่างๆ ถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วเปลือกแข็ง รำข้าวสาลีเป็นตัวอย่างที่ดีมาก

  • ละลายในน้ำ (soluble fiber) 

pectin + gum คือใยอาหารที่ละลายในน้ำได้ ความสามารถ คือดูดซึมน้ำเหมือนกันแต่จะรวมตัวกับอาหารต่างๆ ในกระเพาะเป็นเจล (หรือลักษณะหนืด) ที่จะออกจากกระเพาะไปสู่ลำไส้อย่างช้าจะทำให้หิวช้าลง และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี พืชตระกูลถั่วต่างๆ รำข้าวโอ๊ต และผลไม้ จะมีใยชนิดนี้สูง สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ถั่วจะเป็นแหล่งใยชนิดนี้ดีกว่าผลไม้เพราะปริมาณน้ำตาลจะต่ำกว่า

อาการเหล่านี้ ใยอาหารช่วยได้

1.โรคท้องผูก โรคริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการจะดีขึ้นเมื่อได้บริโภคใยอาหาร 
2.โรคเบาหวาน ปริมาณใยอาหารที่ละลายในน้ำจะช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ เพราะความหนืดของใยอาหารทำให้การดูดซึมของอาหารในเลือดช้าลงซึ่งจะลดระดับความต้องการของอินซูลินได้
3. ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงนั้นเมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำและเพิ่มใยอาหารสามารถลดระดับ LDL cholesterol(ไขมันเลว) ซึ่งมีส่วนในการอุดตันของเส้นเลือดได้โดยไม่กระทบกระเทือนระดับ HDL cholesterol (ไขมันดี)
ใยอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวันไม่ควรมากไปกว่าความต้องการของร่างกายหากสุขภาพดีอยู่แล้วปริมาณใยอาหาร 30 กรัมต่อวันก็เพียงพอ


ทานผัก ผลไม้ เพื่อใยอาหาร

ข้อควรปฏิบัติเพื่อเพิ่มปริมาณเส้นใย อาหารในชีวิตประจำวัน ได้แก่

1. รับประทานผัก ผลไม้สดที่ไม่ต้องปอกเปลือกให้มากขึ้น เช่น แตงกวา ฝรั่ง แอปเปิ้ล องุ่น ละมุด
2. รับประทานอาหารประเภทถั่วเปลือกแข็ง พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิดให้มาก ขึ้น (ยกเว้นผู้ที่มีกรดยูริกสูง)
3. รับประทานผลไม้แทนขนมหวานต่างๆ หลังอาหาร
4. รับประทานผักสด อย่างน้อยวันละ 1-2 ถ้วย
5. ปริมาณใยอาหารในแต่ละวันไม่ควรต่ำกว่า 20 กรัม
6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ได้ผ่านกรรมวิธีที่ทำลายใยอาหาร เช่น ขัดสี เคี่ยวจนเละ



ปริมาณใยอาหารในอาหาร 100 กรัม
ผัก
ธัญพืช
กวางตุ้ง1.8 กรัมข้าวหอมมะลิ0.6 กรัม
ตำลึง2.2 กรัมข้าวมันปู4 กรัม
ถั่วงอก2.2 กรัมข้าวเหนียวดำ4.9 กรัม
ผักบุ้งจีน2.4 กรัมข้าวโอ๊ต5.8 กรัม
คะน้า3.2 กรัมรำข้าวสาลี36.8 กรัม
ผักบุ้งไทย3.8 กรัม
ผักกระเฉด5.3 กรัม
ถั่ว
ผลไม้
มะม่วงหิมพานต์1.96 กรัมส้มเขียวหวาน1.3 กรัม
งา3.6 กรัมมะม่วงดิบ1.7 กรัม
ถั่วลิสง3.89 กรัมกล้วยน้ำว้า2.3 กรัม
เมล็ดทานตะวัน5.5 กรัมมะละกอ2.35 กรัม
ฝรั่ง5.0 กรัม
ละมุด + เปลือก5.6 กรัม

มากำจัด ผิวเปลือกส้ม กันเถอะ

ผิวเปลือกส้ม
ผิวเปลือกส้ม หรือ เซลลูไลท์ (Celluite)

หมายถึง กล้ามเนื้อต้นขา และสะโพก เป็นก้อน เล็กๆ ไม่เรียบ ดูเป็นปุ่ม ๆ ตอนวัยรุ่น วัยสาว ก็มองไม่เห็น หาไม่เจอ เผลอแป๊บเดียว ไอ๊หยา ! ใส่ขาสั้นไม่ได้เลย ผิวไม่เรียบดูบิด ๆ ยังไงพิกล เอาแล้วสิ เซลลูไลท์มาเยือนเข้าให้แล้ว

เซลลูไลท์ (Celluite) เกิดจากการสะสมของไขมันที่ผิดปกติ บริเวณใต้ผิวหนังมีการเกาะตัวรวมกลุ่มกันเป็นก้อนหรือเป็นชั้น และรั้งผิวหรือดันให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าว เกิดนูนขึ้นจนไปดันผิวหนังชั้นนอก ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันดึงรั้งผิวหนังด้านบนลงมา ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งขึ้นเป็นลอน พื้นผิวบริเวณดังกล่าวจึงมักเรียกว่า ผิวเปลือกส้ม

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังมีความยึดหยุ่นลดลง จึงมองเห็นเซลลูไลท์ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการกำจัดให้หมดไป ไม่ใช่เรื่องง่าย มันยากเอาเรื่องเชียวล่ะ ซึ่ง ผิวเปลือกส้ม หรือ เซลลูไลท์ จะเกิดแถวบริเวณต้นขา แก้มก้น สะโพก และหน้าท้อง โดยเฉพาะที่ต้นขานี่ ทำให้ผู้หญิงปวดใจ เพราะโชว์เรียวขาสวย ๆ ไม่ได้ การออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ก็ช่วยสลายเซลลูไลท์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ลดปัญหาผิวเปลือกส้ม ควรปรับพฤติกรรมของตนเองเสียใหม่

  1. รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ไม่เพียงเร่งให้หน้าดูแก่ก่อนวัย ยังเป็นเหตุให้ คอลลาเจน ซึ่งช่วยเรื่องความกระซับของผิวทำงานน้อยลง วิธีรับมือ คือ ใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เฉพาะตอนไปเที่ยวทะเล
  2. ทานอาหารที่มีไขมันน้อยลง การลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย ช่วยลดโอกาสการเกิดเซลลูไลท์ ได้แก่ ผัก ผลไม้ เนื้อไม่ติด มัน เนื้อปลา รวมถึงการดื่มน้ำและงดทานอาหารที่เค็มจัด จะช่วยลดการสะสมของเหลวในร่างกายได้
  3. ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพราะจะช่วยไม่ให้แสงยูวี มลพิษตัวร้ายทำลายคอลลาเจนของผิว ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายคอลลาเจน ผัก ผลไม้บางชนิดยัง มีสรรพคุณในการช่วยล้างสารพิษ และลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิตามินซี และอีในผัก ผลไม้หลายชนิด เป็นมี antioxidant ที่ทำให้ผิวกระซับขึ้น
  4. การออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ไม่เพียงช่วย ลดปัญหาขนาดต้นขา แต่ยังช่วยให้สะโพกของคุณดูเฟิร์นขึ้น ควรออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 วัน โดยเน้นท่าบริหารขาและสะโพก 5 ท่า ต่อไปนี้ต่อเนื่อง

ท่าปั่นจักรยาน



นอนตะแคงข้าง ยกขาข้างหนึ่งขึ้น-ลง  และสลับทำอีกข้าง
หมอบคว่ำหน้าลงพื้น ชันศอกและเข่าขึ้น
ยกขาเหยียดตรงออกนอกลำตัวไปทางด้านหลังสลับขาซ้าย-ขวา

นอนราบลงกับพื้น วางแขนชิดลำตัว
ยกขาทั้งสองข้างพร้อมกันในลักษณะงอเข่า พยามให้หน้าขาชิดถึงบริเวณหน้าท้อง

ยืนตรง แยกปลายเท้าห่างพอสมควร มือสองข้างจับช่วงเอว 
แล้วย่อตัวขึ้น - ลง (ย่อแล้วค้างเอาไว้แล้วค่อยขึ้น

Tips

- ระหว่างอาบน้ำ ควรขัดผิวด้วยใยบวบ จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด ขัดผิวสัก 5 - 8 นาที สัปดาห์ 1 - 2 ครั้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ควรมีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อป้องกันผิวระคายเคือง ควรทำตัวให้กระฉับกระเฉง ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ๆ ควรสับเปลี่ยนบ้าง เพื่อให้โลหิตไหลเวียน

- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหักโหม ปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้พอจะช่วยลดเซลลูไลท์ลงไปได้บ้าง

- การนวด เริ่มจากหัวไหล่เพื่อลดบริเวณแขน ส่วนบริเวณ หน้าท้อง ก็ใช้ฝ่ามือทั้งสองนวดสลับกันจากหน้าท้องถึงหน้าอก บริเวณสะโพกนั้นลูบขึ้นในลักษณะเดียวกัน และบริเวณเรียวขา เริ่มตั้งแต่ข้อเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงบริเวณขาอ่อน นวดให้ทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเรียวขา

- ใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิว ที่บ่งบอกว่า ให้ผลในเรื่องการสลายเซลลูไลท์ มันอาจจะให้ผลเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังส่งผลบำรุงผิว ควบคู่ไปกับการนวด

- เครื่องไฟฟ้าสลายเซลลูไลท์ ตามสถานเสริมความงาม โฆษณาว่าสามารถขจัดผิวเปลือกส้ม หรือไขมันเซลลูไลท์ออกไปได้ มันอาจจะได้ผลในระยะเวลาเพียงช่วงสั้น ๆ ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

อีกทางเลือกนึงคือ เฮอร์บาไลฟ์ วิตามินซี ที่ช่วยลดผิวเปลือกส้มและลดรอยแตกตามผิวหนัง


กินเจ...ระวังการกินอาหารเสริม



สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ คงไม่พ้นเรื่องการหาอาหารเสริมต่างๆ ไว้บำรุงสุขภาพ บำรุงผิวกัน แต่ในช่วงเทศกาลกินเจแบบนี้ ที่เราคงต้องละเว้นเนื้อสัตว์ ก็อย่าลืมนึกถึงอาหารเสริมที่เรากินอยู่ด้วย

อาหารเสริมบางตัวก็สกัดมาจากสิ่งมีชีวิต 
พวกสารสกัดจากปลาทะเล คอลลาเจน 
น้ำมันปลา 
น้ำมันตับปลา 
โอเมก้า-3 
เจลาติน

ในช่วงกินเจแบบนี้ควรอ่านฉลากดูซักหน่อย ว่ามีส่วนประกอบจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่ กินเจแค่ 10 วัน หันไปทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก โปรตีนก็ได้สุขภาพดีเหมือนกันค่ะ....

ที่มา

เคล็ดลับ กินเจอย่างไร ไม่ให้น้ำหนักขึ้น

เทศกาลถือศีลกินเจ 
ตรงกับวันที่ 15-23 ตุลาคม 2555 รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืนด้วยกัน

การกินเจที่คนส่วนใหญ่รับรู้คือ การไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหลักการกินเจที่ถูกต้องคือ การงดทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ของสัตว์ รวมทั้งผักฉุนทั้ง 5 นั่นก็คือ กระเทียม (ทั้งหัวและต้น) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (เป็นกระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม) กุยช่าย และใบยาสูบ, บุหรี่ รวมทั้งของมึนเมาต่าง ๆ เพราะเชื่อกันว่าผักทั้ง 5 ชนิด มีกลิ่นรุนแรงมีพิษเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายทำให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ




“ทานเจอย่างไรไม่ให้น้ำหนักขึ้นดี?”

“ช่วงกินเจหิวบ่อยจังเลย ทำอย่างไรดี?”

“อยากกินเจนะ แต่อาหารเจมีแต่มันๆ เลี่ยนๆ ทั้งนั้นเลย เลือกกินแบบไหนดี?”

อาหารเจอาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนัก หรือ ลดน้ำหนักอยู่ เพราะ อาหารเจส่วนใหญ่จะปรุงด้วยน้ำมันซึ่งถ้าเรากินบ่อยๆ ก็อาจทำให้อ้วนได้ แล้วเราควรเลือกกินอย่างไรดีละ? วันนี้เราเลยนำ เคล็ดลับดีๆ 8 ข้อ กินเจอย่างไร ไม่ให้น้ำหนักขึ้น มาฝากกันค่ะ

1.เลือกกินให้ครบ 5 หมู่ในทุกๆ มื้อ หลักนี้สำคัญมากและขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะทานอาหารปกติ หรือทานอาหารเจ เราควรคำนึงถึงสัดส่วนอาหารในแต่ละหมู่ให้ครบในทุกๆมื้อ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป หากใครกลัวว่าทานเจแล้วไม่ละเว้นการทานเนื้อสัตว์จะได้โปรตีนไม่เพียงพอ ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้เน้นทานพืชตระกูลถั่ว เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนกันค่ะ

2.เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยออกมาเป็นแป้งที่พร้อมดูดซึม ซึ่งน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณที่เท่ากันของแป้งขัดขาว

3.เลือกกินของนึ่ง, ต้ม, ตุ๋น และเลี่ยงของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง ข้อนี้สำคัญมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และไม่อยากได้ไขมันส่วนเกินแถมมาในช่วงเทศกาลกินเจ
4.เลือกกินผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

5.กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้ว จะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

6.ควรกินผลไม้หลายๆ สี ทั้งแดง, เขียว, ขาว, เหลือง, ดำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลายและเพียงพอ รวมไปถึงมีไฟเบอร์ที่จะช่วยระบบขับถ่าย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียและสารพิษตกค้างออกมา ส่วนใครที่มักมีปัญหา กินเจแล้วหิวบ่อย ให้หาแอปเปิ้ลเขียว หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยติดตัวไว้นะคะ ได้รองท้องแล้ว ยังได้ประโยชน์อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

7.ควรกินพืชตระกูลถั่วด้วย เพราะเป็นแหล่งโปรตีน มีธาตุเหล็กสูง ช่วยสลายคอเลสเตอรอล ปัจจุบันถั่วถูกแปลงโฉมให้อยู่ในรูปของโปรตีนเกษตร ที่มีความคล้ายคลึงกับอาหารจริง ๆ แล้วแถมยังไม่มีไขมันด้วย แต่แนะนำให้เลี่ยงพวกถั่วทอดไว้นะคะ เดี๋ยวจะได้ไขมัน และคอเลสเตอรอลเพิ่มได้โดยไม่รู้ตัว

8.ควรกินให้หลายหลาย หลักการเดิมๆที่ผู้เขียนเองมักเตือนทุกๆ ท่านอยู่บ่อยๆ ว่าไม่ควรทานอะไรซ้ำๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมของอันตราย โดยเฉพาะอันตรายทางเคมีที่เรามองไม่เห็น และสะสมในร่างกายจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยเฉพาะอาหารเจที่มีไขมันสูง บรรจุในกล่องโฟม อาหารปิ้ง ย่าง หรือทอด


ทานเจง่ายๆไปกับเฮอร์บาไลฟ์ 

1. โปรตีนเชค โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง ช่วยชดเชยโปรตีนจากสัตว์
2. ไฟเบอร์โบตานิคอล ช่วยเพิ่มกากใยอาหารช่วยการขับถ่าย กวาดสิ่งตกค้างภายในลำไส้ ช่วยในการดีท๊อค
3. ไฟเบอร์บอนด์ ช่วยดักจับไขมัน และสารพิษที่ปนมากับอาหาร ลดความจัดจ้านของอาหาร แถมยังทำให้อิ่มนานขึ้นด้วยค่ะ
4. มัลติวิตามิน เสริมวิตามิน และเกลือแร่ ให้กับร่างกาย ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร
5. เยลโล่ เหมาะสำหรับคนที่ชอบแป้ง หรือของหวาน ช่วยบล๊อคกระบวนการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดตรเป็นพลังงานสะสม (ไขมัน) และช่วยนำไขมันเก่ามาใช้

เท่านี้ การทานเจก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แถมไม่ต้องกลัวน้ำหนักขึ้นอีกด้วย

ได้ทำบุญ แถมยังได้หุ่นดี สุขภาพดีอีกด้วย