โคเมี่ยม ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร

ช่วยลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน คุมระดับน้ำตาลในเลือด
เยลโล่

โครเมียมทำหน้าที่อะไร

โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต รองจาก แคลเซียม แล้ว โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนอเมริกันที่รับประทานเป็นประจำ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิด นอกจากนั้น โครเมียม อาจมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)

จากการศึกษาพบว่า โครเมียม แบบที่เรียกว่า โครเมียมพิกโคลิเนต (Chromium Picolinate) มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกาย โดยพบว่า โครเมียมพิกโคลิเนต อาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยมีงานวิจัยที่ทดลองให้ โครเมียมพิกโคลิเนต ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันในร่างกาย และ น้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ตาม การศึกษาอื่นก็ไม่สามารถยืนยันผลของ โครเมียมพิกโคลิเนต ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้































ประโยชน์ของโครเมียม

คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม โครเมียม เลยหากสามารถรับประทานได้จากอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมักจะผ่านกรรมวิธีมามากจนทำให้สารอาหารต่างๆ รวมทั้ง โครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหารทำให้ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องพิจารณารับประทาน โครเมียม เป็นอาหารเสริม เหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ

ลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
จากหลักฐานการศึกษาวิจัยพบว่า โครเมียม (ทั้งในรูปแบบพิกโคลิเนตและอื่นๆ) พบว่ามีผลในการลดระดับ คลอเลสเตอรอล ในร่างกาย โดยการมีบทบาทไปเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเบาหวาน
ในผู้ป่วยโรค เบาหวาน แบบที่ 2 โครเมียมมีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่าอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือด แต่ปัญหาคือเซลร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ มีการทดลองซึ่งเป็นการทดลองแบบที่ทั้งผู้ทดสอบและผู้ถูกทดสอบจะไม่มีใครทราบเลยว่าได้ยาที่มีส่วนผสมของ โครเมียม หรือไม่มี เพื่อตัดตัวแปรด้านความรู้สึกของผู้เข้าการทดลองที่อาจะมีผลต่อการวัดผลในประสิทธิภาพของ โครเมียม ซึ่งผลการทดลองสนับสนุนสรรพคุณด้านการลดน้ำตาลในเลือดของ โครเมียม

เนื่องจาก โครเมียม ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยในการทำให้ glucose tolerance ดีขึ้น ดังนั้นการได้รับ โครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวาน ชนิดที่ 2 คนที่มีอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีอาการดีขึ้น เมื่อได้รับ โครเมียม 200 ไมโครกรัมต่อวัน

ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก
มีเพียง โครเมียมพิกโคลิเนต ที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆ ในเทกซัสได้รับ โครเมียม จำนวน 400 ไมโครกรัมต่อวันของ โครเมียมพิกโคลิเนต หรือยาหลอกเป็นระยะเวลติดต่อกัน 3 เดือน คนที่ได้รับ โครเมียม มีไขมันในร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม)

นอกจากนี้จากผลการทดลองดังกล่าวจึงมีการใช้ โครเมียมพิกโคลิเนต ในกลุ่มผู้รักการออกกำลังกายเพื่อที่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย เมื่อรับประทาน โครเมียมพิกโคลิเนต ร่วมกับการออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งที่พบโครเมียม

แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุด คือ ในยีสต์ (Brewer’s yeast) นอกจากนั้นก็ยังพบใน เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล ซึ่งปรกติจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิต เบียร์บางยี่ห้อก็อาจจะมี โครเมียม ในปริมาณมาก

ใครที่จะขาดโครเมียม

เนื่องจากคนทั่วไปได้รับ โครเมียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ US RDA ได้แนะนำไว้คือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน และ ประมาณ 3 % ของ โครเมียม ในอาหารที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คนทั่วไปควรได้รับ โครเมียม เป็นอาหารเสริม การที่รับประทานอาหารประเภทน้ำตาล และอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการขาด โครเมียม และเร่งให้เกิดโรค เบาหวาน ได้

พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุด เมื่อร่างกายขาด โครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค เช่น impaired glucose tolerance, glycosuria, อาการระดับน้ำตาลสูงเมื่ออดอาหาร fasting hyperglycemia, ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น และ การทำงานของอินซูลินลดลง (ซึ่งเหล่านี้ล้วนอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน)

ขนาดที่แนะนำ

ปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน

อาการข้างเคียง

ในปริมาณที่ โครเมียม วางขายทั่วไป (50 – 300 ไมโครกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าก่อให้เกิด อาการเป็นพิษต่อร่างกาย (toxicity) อาหารเสริม โครเมียม อาจจะเพิ่ม หรือเข้าไปช่วยการทำงานของยารักษาโรค เบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือยาลดน้ำตาลอื่นๆ) และอาจทำให้เกิดอาการระดับน้ำตาลต่ำได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เบาหวาน จึงควรปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะทานอาหารเสริม โครเมียม

ผลต่ออาหารชนิดอื่นๆ

จากการศึกษาพบว่า วิตามินซี เพิ่มการดูดซึมของ โครเมียม จึงได้มีการแนะนำให้รับประทานร่วมกันระหว่าง วิตามินซี และ โครเมียม หรือทานร่วมกับอาหารที่มี วิตามินซี สูงๆ

ข้อระวังในการใช้

► ผู้ป่วยโรค เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการรับประทาน เนื่องจาก โครเมียม อาจจะไปมีผลทำให้ความต้องการอินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้

► อย่ารับประทานพร้อมๆ กับแคลเซียมคาร์บอเนต หรือยาลดกรดต่างๆในเวลาเดียวกันเพราะมันอาจจะไปรบกวนการดูดซึมของโรคเมียมได้

► การรับประทาน โครเมียม ในปริมาณสูงๆ อาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มปริมาณการรับประทาน สังกะสี ให้เพิ่มมากขึ้นแทน

บทความจาก http://www.healthdd.com

สารสกัดจากโรสแมรี่ สารต้านอนุอิสรชั้นยอด

โรสแมรี่

โรสแมรี่ 
มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า โรสมารินัส อ๊อฟฟิซซินาลีส (Rosmarinus Officinalis L.)
โรสแมรี่เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน แต่ปัจจุบันพบมากในแถบอเมริกาเหนือ ซึ่งผู้คนในแถบนั้น นำโรสแมรี่มาใช้ในการบำรุงสุขภาพตั้งแต่โบราณ
ส่วนต่างๆของโรสแมรี่

ในการศึกษาวิจัย พบว่า ส่วนใบของโรสแมรี่ มีสารธรรมชาติที่สำคัญชื่อว่า

กรดโรสมารินิค (Rosmarinic Acid)  
กรดคาโนชิค (Carnosic Acid) 
คาร์นาโซล (Carnasol)

ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดภาวะมะเร็งหรือเนื้องอกได้ และยังมีผลในการต้านเชื้อ HIVอีกด้วย 
สารสกัด จากโรสแมรี่ ยังช่วยป้องกันภาวะ หอบหืด ภาวการณ์เกร็งของทางเดินอาหาร แผลในกระเพาะอาหารภาวะการอักเสบ ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะต่อกระจก ภาวะมะเร็ง และ ภาวะที่ตัวอสุจิในเพศชายมีความบกพร่อง

อนุมูลอิสระ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 
1. อนุมูลอิสระจากร่างกาย มาจาก
- กระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกาย
- ฮอร์โมน

2. อนุมูลอิสระจากภายนอก ได้แก่
- จากมลพิษ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์จากไอเสียรถยนต์
- ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลงและยาฉีดยุง
- สารเติมแต่งอาหารต่างๆ เช่นสีผสมอาหาร สารกันบูด สารเคมีทางการเกษตร
- จากขบวนการประกอบอาหาร เช่น การย่างเนื้อสัตว์ที่มีไขมันประกอบสูง การนำน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง ๆ มาใช้อีก
- จากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงอาทิตย์ซึ่งมีรังสีอัลตราไวโอเลต การแผ่รังสี รังสีเอกซ์
- เชื้อโรคไวรัส การติดเชื้อ
- การออกกำลังกายอย่างหักโหม

ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ที่จะเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระภายในร่างกาย ควรหาวิธีกำจัดสารพิษออกเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ด้วยการทานผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่จะให้ทานครบทุกอย่าง คงจะไม่ไหว

สารต้านอนุมูลอิสระจากพืชชนิดต่าง ๆ

ชนิดของพืช
ชนิดของสารต้านอนุมูลอิสระ
ชาเขียว
โรสแมรี่ 
กานพลู
วานิลลา
 พริก
ขมิ้น
พริกไทยดำ
งา
ถั่วเหลือง
ผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีแดง หรือสีเข้ม บางชนิด
ผลไม้
ผักและผลไม้ที่มีสีม่วงและสีแดงบางชนิด เช่น องุ่น
ชา
อีพิแกลโลคาเทชินแกลเลต  อีพิแกลโลคาเทชิน และ อิพิคาเทชินแกลเลต
คาร์โนซอล  กรดโรสมารินิก  กรดคาร์โนซิกและโรสมาริดิฟีนอล
ยูจีนอล
วานิลิน
แคปไซซิน
เตตระไฮโดรเคอร์คูมิน
กรดเฟรูลิก
เซซามอล  เซซามอลไดเมอร์  เซซาโมลินอล และเซซามินอล
เจเนสทีนไอโซฟลาโวน

แคโรทีนอยด์
วิตามินซี

แอนโทไซยานิน
เอสเทอร์ของกรดแกลลิก


อยากเสนอ โรสอ๊อกซ์ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเฮอร์บาไลฟ์ 
โรสอ๊อกซ์เป็นสารสกัดจากโรสแมรี่ และอื่นๆ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้

อาหารเป็นพิษ และ อาหารที่ไม่ควรทาน ในฤดูร้อน


อาหารเป็นพิษในฤดูร้อน
0000วันนี้เราจะมาดูกันเรื่องการเกิดอาหารเป็นพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน เป็นที่ทราบกันดีว่าในบ้านเรานั้นช่วงเดือนเมษายน อากาศจะร้อนอบอ้าวมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้มีผลต่อการทำให้การเสื่อมคุณภาพของอาหารเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ประกอบกับในช่วงฤดูร้อนเป็นระยะปิดภาคการศึกษา ผู้ปกครองมักจะพาบุตรหลานไปพักผ่อน หรือท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ การกินอาหารอย่างเอาใจใส่ระมัดระวัง โดยเน้นกินอาหารที่มีคุณภาพดี ปรุงถูกสุขลักษณะ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยทำให้พ้นจากโรคที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้
อาหารเป็นพิษ
000000เกิดขึ้นได้จากการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของสิ่งที่ทำให้เกิดพิษ อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสิ่งที่ทำให้เกิดพิษนั้น เช่น สารพิษบางชนิดทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง แต่บางชนิดก็อาจมีอาการที่แตกต่างจากนี้ได้
00000โดยทั่ว ๆ ไป การเกิดสารพิษในอาหารมีสาเหตุมาจากหลายแหล่ง เช่น สารเคมีที่เติมลงในอาหารเพื่อปรุงแต่งกลิ่น รส ลักษณะ วัตถุเคมีที่มีพิษปนเปื้อน สารพิษที่มีในอาหารตามธรรมชาติ สารพิษที่เกิดระหว่างการปรุงอาหาร จุลินทรีย์และสารพิษที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นมา
การเกิดอาหารเป็นพิษเนื่องจากจุลินทรีย์ การเก็บรักษาอาหารทุกชนิดทั้งอาหารสดและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ถ้าเก็บรักษาถูกต้องจะคงความสด ความปลอดภัยในการบริโภคไว้ได้ ในฤดูร้อนอาหารต่าง ๆ จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้จุลินทรีย์เจริญแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว ซึ่งอาหารเป็นพิษอาจเกิดจากการที่คนเรากินอาหารที่มี
000000จุลินทรีย์จำนวนมากปนเปื้อน หรือเกิดอาหารเป็นพิษ จากสารพิษที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างขึ้นมาในอาหารก็ได้ การเกิดอาหารเป็นพิษมักเกิดภายหลังจากรับประทานอาหารเข้าไป 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของจุลินทรีย์และสารพิษ
จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดความเป็นพิษมาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น
  • ในอาหารสดต่าง ๆ มีจุลินทรีย์อยู่แล้วตามธรรมชาติ
  • ความไม่สะอาด หรือสุขลักษณะในการเก็บอาหารไม่ดีพอ เช่น มีแมลงวัน แมลงสาบ มด จิ้งจก หนู มาสัมผัสกับอาหารหรือวางอาหารสดไว้ตามพื้นที่เฉอะแฉะ ใกล้แหล่งน้ำทิ้ง
  • สุขลักษณะของผู้ปรุงอาหาร ผู้ปรุง ผู้หยิบจับอาหาร ควรเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นพาหะของโรค และต้องล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการใช้ห้องน้ำ ห้องส้วม
อาหารที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษในประเทศไทย

1. อาหารทะเลปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารทะเลซึ่งกินโดยไม่ผ่านการปรุงให้สุก ตัวอย่างเช่น กิน ปลาดิบ ปูดิบ กุ้งแช่น้ำปลา ส้มตำปูม้าสด พล่ากุ้โดยที่ผู้บริโภคเข้าใจว่าอาหารเหล่านี้สุก เพราะเมื่อใส่มะนาว ใส่เครื่องปรุงรสแล้ว
00000สีของเนื้อเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเหมือนเนื้อที่สุกแล้ว และบางรายเข้าใจว่ากินอาหารสดจะได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าอาหารสุก แต่ความจริงคือการให้ความร้อนนอกจากทำให้อาหารสุก แล้วยังทำลายเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ได้ด้วย และในอาหารทะเลสด ๆ นั้นมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ปะปนมาอยู่ด้วยเสมอ เช่น หอยดิบ ปูดิบ พบเชื้อ Vibrio vulnificans ปลาดิบ พบเชื้อ Vibrio parahaemolyticus
2. อาหารประเภทปรุงเสร็จแล้ว ไม่มีการผ่านความร้อนก่อนบริโภค เช่น อาหารยำทั้งหลายส้มตำ สลัด น้ำราดหน้าชนิดต่าง ๆ
3. อาหารเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วและเก็บไว้รับประทานในมื้อต่อ ๆ ไป เช่น ไก่ย่าง เนื้อย่าง หมูย่าง การเก็บในตู้เย็นต้องให้อุณหภูมิต่ำเพียงพอ เพราะอาหารอาจสุกไม่ตลอดทั่วทั้งชิ้น โดยเฉพาะบริเวณในสุดจะได้รับความร้อนน้อยกว่าด้านนอก ถึงแม้จะเก็บอาหารนี้ไว้ในตู้เย็น จุลินทรีย์ก็ยังเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ จึงมีจุลินทรีย์จำนวนมาก เมื่อนำมากินอีกจึงควรอุ่นให้สุกทุกครั้ง ซึ่งผู้บริโภคบางรายเข้าใจว่าอาหารที่ผ่านการปรุงสุกมาแล้วและเก็บในตู้เย็น น่าจะนำมากินได้ทันที
4.อาหารประเภทที่มีไส้ต่าง ๆ และเก็บรักษาไม่ถูกต้อง เช่น ซาลาเปาไส้ต่าง ๆ ไส้หมูไส้ครีม ขนมจีบ ขนมเอแคลร์ ขนมปังไส้สังขยาพวกซาลาเปา และขนมจีบ การปรุงอาหารเหล่านี้ทำให้สุกโดยการนึ่งด้วยไอน้ำร้อน มักจะทำ คราวละมาก ๆ แล้วเก็บไว้ได้หลายวัน ควรเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิต่ำตลอดเวลา เมื่อจะรับ ประทานต้องอุ่นให้ร้อนถึงภายในไส้ด้วย เพื่อทำลายจุลินทรีย์ที่อาจมีอยู่ในอาหาร
ส่วนพวกเอแคลร์ และไส้สังขยา กระบวนการปรุงให้สุกนั้นทำเพียงแค่พอสุกเท่า
นั้น อุณหภูมิไม่สูงถึง 100? C เพราะถ้าสุกมากเกินไป ลักษณะของอาหารนี้จะไม่น่ากิน เพราะฉนั้นอายุการเก็บอาหารพวกนี้จะสั้น เก็บได้ไม่นาน
5. น้ำดื่ม - น้ำแข็ง น้ำดื่ม : ควรดื่มน้ำที่แน่ใจว่าปลอดภัย เช่น น้ำต้มสุกแล้ว
น้ำหวานต่าง ๆ : ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าควรเก็บในตู้เย็น หรือในที่เย็นตลอดเวลาเพื่อป้องกันการบูดเสีย
น้ำแข็ง : การทำน้ำแข็งนั้นเริ่มจากนำน้ำไปแช่เย็นในเครื่องทำความเย็นให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0? องศาเซลเซียส น้ำจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ซึ่งภาย
ในผลึกน้ำแข็งจะมีรูพรุนขนาดเล็ก ๆ มากมายและเป็นที่สะสมของสิ่งสกปรก หรือเชื้อจุลินทรีย์ได้ ถ้าน้ำที่นำมาทำน้ำแข็งไม่สะอาด
ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังในการบริโภคน้ำแข็งดังนี้
  • ต้องแน่ใจว่าน้ำแข็งนั้นทำจากน้ำสะอาด ปราศจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรก
  • การหยิบจับน้ำแข็งควรใช้ภาชนะตัก เช่น ทัพพี ช้อน คีมสำหรับคีบ ไม่ควรสัมผัสกับมือของผู้ใดอีก เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากมือที่ไม่สะอาดได้เช่นกัน
` น้ำแข็งที่เป็นก้อนใหญ่ ๆ นำมาบดแล้วเทใส่ถุงใหญ่ ๆ นำมาเทใส่ถังเก็บน้ำแข็ง ซึ่งเราพบว่า น้ำแข็งบดใช้กันทั่วไปในร้านอาหารต้องคำนึงถึงความสะอาดของเครื่องบดน้ำแข็ง ถุงที่นำมาใส่ การขนส่งและถังน้ำแข็งที่ใส่ด้วย และต้องไม่ลืมว่าระหว่างกระบวนการต่าง ๆ นั้นผ่าน
การสัมผัสจากผู้ใดบ้างจึงต้องเข้มงวดกับสุขลักษณะของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
` เนื่องจากน้ำแข็งมีความเย็น ๆ ช่วยเก็บถนอมอาหารสดได้ ดังนั้นจึงมีผู้นำอาหารสด เช่น ไก่ หมู เนื้อ ปลา ผัก แช่ในถังน้ำแข็ง ซึ่งขณะเดียวกันก็บริโภคน้ำแข็งนั้นด้วย ซึ่งพบเสมอ ๆ ในการเดินทางไกล ข้อควรระวังคือในอาหารสดนั้นอาจมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ ก็จะปนเปื้อนในน้ำแข็งได้เช่นกัน เพราะฉนั้นน้ำแข็งที่จะใช้บริโภคควรแยกกันกับน้ำแข็งที่ใช้แช่อาหารสด
ข้อมูลดีๆ :โดย รศ. ธิติรัตน์ ปานม่วง
ค้นหามาฝาก:thoentoday

Gluta BeautyLine


เม็ดละ 17 บาท

Gluta Royal Stemcell


NEW!!! กลูต้ารอยัลสเต็มเซลล์ 
เม็ดละ 12 บาท
 เป็น sheep cerebrum ( ชีพ ซีรีบรัม ) สมองแกะ เป็นส่วนที่ดีที่สุดมีขนาดใหญ่สุด
มีผลต่อการรับรู้ ฟื้นฟู ระบบต่างๆในร่างกาย ช่วยให้ระบบเซล์ลทำงานสมบูรณ์ กลไกการซ่อมแซมตัวเองกลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง
ให้ผลเหมือนกับการทำ Fraxel เลเซอร์ ที่ดีที่สุดในปัจุบัน เน้นเรื่อง ฟื้นบำรุงผิวคล้ำเสีย
จุดด่างดำ รูขุมขนกว้าง และการเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เนียนเรียบสม่ำเสมอดู อ่อนเยาว์

ควรทานคู่กับ Alpha lipoic acid ยาเร่งขาว / LYPO SNOW NANO 1500 mg ช่วยเร่งความขาว เพื่อช่วยให้สารกลูต้าทำงานได้ดีและขาวเร็วขึ้น